A closeup shot of a window on a rainy gloomy day, raindrops rolling down the window

เกือบเป็นซึมเศร้า เพราะแม่วัยทอง

โพสนี้เราอยากระบายอะไรบางอย่าง ที่เรารู้สึกว่าโครตจะอึดอัดในตัวเอง แต่โอเค เรื่องมันก็ผ่านมานานพอสมควร และเรารู้สึกว่า เราสามารถจัดการกับอารมณ์ต่างๆได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก… วันนี้ก็เลยขออยากมาเล่าประสบการณ์ลักษณะนี้ให้อ่านกันดีกว่า
.
เราขออธิบายพื้นฐานครอบครัวเราก่อนนะ พ่อกับแม่เราแยกทางกันสมัย ม.ปลาย ช่วงนั้นจำได้ว่าก็รู้สึกแย่มากๆในระดับหนี่ง แต่อาจจะเพราะเริ่มเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย แถมยังมีงานมีการเรียนให้รับผิดชอบเพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เลยไม่ค่อยได้มีเวลาเศร้ามากนั้น เราก็เรียนต่อจนกระทั่งจบ เรามีโอกาสได้มาอยู่กับแม่ ตอนสมัยเริ่มทำงานที่แรก โดยปกติเราจะอยู่หอ แต่เพื่อประหยัดค่าหอและการเดินทางไปทำงาน ไปจึงย้ายไปอยู่กับแม่ใน กทม. นั่นคือจุดเริ่มต้น
.
ช่วงแรกๆ ก็ทะเลาะกันตามประสา มีงอนบ้าง มีดีบ้าง จนกระทั่งก้าวเข้าเบญจเพส ประกอบกับแม่เป็นวัยทอง เขาอายุ 50 ต้นๆพอดี ถ้าใครเชื่อเรื่องเบญจเพส เราว่าช่วงนั้นเราโครตจะพีคมากๆ ประการแรก แม่มักจะเสียงดังใส่แบบหาสาเหตุไม่ได้เสมอๆ ทั้งๆที่ๆหอที่อยู่ด้วยกัน ก็ขนาดเล็กมาก เล็กเแบบเดิน 5 ก้าวก็ทั่วห้อง วางเตียงไว้แค่นั้น เราไม่มีเงิน เราเป็นพนักงานกินเงินเดือนทั่วไป แต่เราก็ต้องทนอยู่ไปก่อน …
.
นอกจากชอบส่งเสียงดัง ยังชอบดุเสมอๆ แม้แต่เราวางแก้วน้ำผิดที่ก็โดนดุ ทั้งๆที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆมาก เวลาคุยโทรศัพท์ ก็ชอบคุยตอนที่เรานอนแล้วไม่ถามว่าเราโอเคไหม(เราต้องออกไปทำงานเช้า) ประกอบกับช่วงนั้นเราเริ่มเรียนปริญญาโท ทำให้เราต้องวุ่นวายกับการทำรายงาน การอ่านหนังสือต่างๆ เขาชอบแขวะใส่เราเสมอๆ เราเป็นคนผมร่วงบ่อยๆ(เพราะทานยา) เขาก็พูดใส่ว่า “แขยงมาก อี๋” และมักทำท่าทางรังเกียจเราทุกครั้ง โดยเฉพาะวันที่เราไม่ได้ไปอาบน้ำ(นึกสภาพวันเสาร์ที่เป็นวันหยุด เราอยากขี้เกียจ เราอยากตื่นสายบ้าง) เขาก็จะบอกว่าเหม็น พร้อมทำท่ารังเกียจใส่เราเสมอๆ เหมือนว่า ไม่อยากอยู่กับเรา บางเรื่องเราเข้าใจได้ แต่บ่อยครั้งก็ทำให้เรารู้สึกหดหู่ จนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง และเสียใจทุกครั้งเวลาที่เขาแสดงท่าทีรังเกียจลูกตัวเองแบบนั้น
.
การอยู่ด้วยกันของเรากับแม่ เริ่มทวีคูณความร้อนแรงมากขึ้น ยิ่งช่วงเราไปทำงานช่วงเช้า ไปเรียนต่อช่วงค่ำ เรากลับมาเหนื่อยๆ ต้องมาเจอเขาที่ไม่เคยถามเราว่าโอเคไหม มีแต่ดุ มีแต่ด่าได้ทุกเรื่อง แบบเรื่องสัพเพเหระนิดๆหน่อยๆ แค่ผ้าขี้ริ้วทำไมไม่วางไว้ที่เดิมก็เสียงดังใส่ ถามแต่เรื่องเงินๆทองๆจนเราหงุดหงิด คือเราเข้าใจนะ ว่าทุกคนมักจะมีอารมณ์เวลาที่เกิดเรื่องไม่พอใจ แต่เขาไม่ชอบคุยกับเราด้วยเหตุผลที่ดี และมักจะขึ้นต้นด้วยการเสียงดังใส่ก่อนเสมอ ทั้งๆที่เวลาแม่อยู่ข้างนอกหรือเจอคนอื่น จะปฎิบัติตัวดี พูดจาอ่อนหวาน แต่กับลูก เขามักจะตะคอกและมีอารมณ์ใส่เสมอ เหมือนเป็นคนละคนเลย แต่จะเป็นแบบนี้เฉพาะกับเราหรือกับน้องของเราเอง(น้องอยู่อีกที่ แต่ชอบโทรศัพท์มาหา) จนบางครั้ง น้องต้องมาบ่นให้เราฟังว่า หนูคือลูกของเขาหรือเปล่านะ… เราเสียใจมากๆนะ
.
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จนทำให้เรารู้สึกคล้ายจิตตกทุกครั้งที่โดนตะคอก เราร้องไห้ใต้ผ้าห่มบ่อยครั้ง เพราะไม่อยากให้เขาเห็นทั้งๆที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน เราคิดแต่ว่า ต้องอดทน อดทน อดทน เขาคือแม่ เขาคือแม่ เขาคือผู้มีพระคุณ แต่เราทำใจไม่ได้ทุกคร้้งเวลาที่แม่ต้องแดกดันใส่ลูกๆ การพูดจาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรามาก เขายังชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆ ทั้งๆที่พื้นฐานเราไม่เหมือนกัน บ้านเราไม่ได้รวย เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่สิ เอาเป็นว่า ติดลบก็แล้วกัน บ้านเราไม่เคยมีกำลังใจให้แก่กันเลย ไม่เคยโอบกอดให้กันบ่อยๆ ทำแค่นานๆครั้งพอเป็นพิธี การเอาใจใส่แบบสม่ำเสมอแทบไม่มีเลย เรียกได้ว่าไม่เคยได้รับ
.
จนเรารู้สึกตัวได้ว่า เราเริ่มร้องไห้บ่อยขึ้น บ่อยแบบแทบจะทุกวัน บางครั้งก็หนีไปร้องในห้องน้ำเวลาทำงาน เพราะจิตตกทุกครั้งเวลาที่คิดถึงเรื่องที่บ้าน เคยทะเลาะกับเขาแล้วเราก็ต้องหนีไปหาเพื่อน ไปนอนกับเพื่อน 3-4 วันเพราะไม่อยากอยู่ใกล้เขา และนี่เป็นอีกสาเหตุนึงที่เราอยากยุติการเรียนปริญญาโทเอาไว้ เราเครียดทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน ไหนจะเรื่องที่บ้าน เราจำได้ว่า เคยร้องไห้ติดกันทั้งสัปดาห์ ร้องแบบนี้เกือบสองปีติดกัน เรามักจะร้องไห้จนหลับไปเลย เพราะเราเริ่มรู้ตัวว่า ถ้าร้องไห้เมื่อไหร่ ให้ร้องให้สุด ร้องให้เหนื่อย พอเหนื่อยก็จะหลับไปเอง ตื่นขึ้นมาเราจะสดชื่นขึ้นนิดหน่อย พอบรรเทาความคิดนั้นได้แปปนึง ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันคือเรื่องที่ดีหรือเปล่านะ แต่เราต้องหาทางออก เพราะเรารู้สึกว่า ชีวิตไม่ปกติแล้ว อาการต่างๆเกิดขึ้นจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เราทำงานได้ แต่พออยู่คนเดียวก็เริ่มฟุ้งไปทั่ว ความรู้สึกตอนนั้นคือ “ไม่มีใครรักเราเลย”…ความคิดเรื่องฆ่าตัวตายก็มีมาบ่อยๆ บ่อยจนกระทั่งเราอยากทำมันจริงๆ แต่ติดที่เรากลัว เรากลัวว่าเรายังไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำเลย อยากไปเที่ยวไกลๆ อยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราเสียดายชีวิต เพราะฉะนั้นเราจะตายไม่ได้… เราเลยหาทางออกด้วยการกินเป็นหลัก เพราะเราเครียด เครียสะสมมากๆ เราสามารถกินได้ตลอดเวลา คิดว่าระบบเผาผลาญคงพังไปแล้ว จนตอนนี้ก็ยังอ้วนอยู่ ลดยากมากๆ และการที่เราอ้วน เขาก็ชอบมากระแนะกระแหนใส่ราวกับว่าเราคือตัวน่ารังเกียจ และน่าอับอายสำหรับเขา เราเครียดมากๆ
.
เราคิดนะว่า ปัญหามีอยู่ทุกครอบครัวก็จริง แต่ทำไมเราไม่บรรเทาหรือแก้ปัญหาไปพร้อมๆกัน เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาไม่ใช่หรอ แทนที่จะมาด่าทอหรือหาคนผิดไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา… เราอยู่ในสภาวะนั้นเกือบสองปี เป็นสองปีที่อึดอัดมาก เราจึงหาวิธีใหม่ แก้ด้วยการไปเที่ยวแบบไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ(เก็บเงินเอง) ไปถ่ายรูป ไม่พยายามอยู่กับเขา หาทางออก เพราะเขาเป็นคนร้อนมาก อยู่กับใครไม่ได้นาน จนเราย้ายมาอยู่ด้วยตัวเองนั่นแหละ ประกอบกับเขาย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ชีวิตถึงจะเริ่มดีขึ้น… และเราเริ่มศึกษาธรรมะมาบ้าง การปล่อยวางไม่ง่าย แค่ต้องทำให้เป็นเรื่องปกติ
.
ถามว่าเราเข้าใจเขาไหม สมัยก่อนอาจจะไม่เข้าใจ และปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพียงแต่เรามองว่า กรรมใครกรรมมัน เขาทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ถามว่าน้อยใจไหม มันก็น้อยใจนั่นแหละ แต่เรารู้สึกว่า เราต้องเข้มแข็ง และอดทนให้มากๆ ข้อดีของเขาก็มีอยู่เยอะ เยอะมากๆแหละ… แต่พฤติกรรมบางอย่างของเขา ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเลย …ยิ่งพอบางครั้งเรากลับบ้านไปหาเขาที่ต่างจังหวัด มักชอบมีปากเสียงทะเลาะกันอยู่เสมอๆ จนตอนนี้เวลาเขาพูดอะไร เราก็แค่เงียบ พอ ไม่สานต่อความรู้สึกรู้สาใดๆแล้ว ปล่อยวางได้(แต่ไม่ทั้งหมด เพราะมีบางความรู้สึกหลงเหลือนั่นแหละ จะให้ทำใจไปหมดเลย ก็คงยาก) และความรู้สึกต่างๆมันก็คงค้างแหละ เหมือนกับแก้วที่ยังล้างไม่สะอาดนั่นแหละ กลิ่นเอย คราบเอย มันก็ยังคงหลงเหลืออยู่… เพราะความไม่ละทิ้งของเรา คือก็ไม่เชิงไม่ละทิ้ง เพียงแต่ว่า พอมีอะไรมาสะกิดเรา โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว เราสามารถร้องไห้ได้เลย ตรงนั้น ตอนนั้น ร้องแบบนางเอกละครหลังข่าวแบบสั่งได้อ่ะ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นอยู่เพราะมันถูกฝังลงไปแล้ว เป็นความคิดที่ถูกฝังไว้ โดยเฉพาะเรื่องของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์สำหรับเรา
.
จนกระทั่ง ตอนนี้เรามีหลานแล้วนะ เราสัญญาว่าเราจะไม่ทำแบบนั้นกับเขาเด็ดขาด เราชอบการโอบกอด การถูกชม และการให้กำลังใจให้กับคนรอบตัว เราจะทำดีกับหลานให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
.
หลายพฤติกรรมที่เขาเป็น ทำให้เรารู้สึกอึดอัดใจ ไม่มีที่ระบาย ตอนนี้เราโตขึ้นมานิดหนึ่ง อายุ 30 แล้ว เราก็แค่อยากระบายตรงนี้และเขียนไดอารี่นี้ขึ้นมา เพราะถ้าเราโตขึ้นมากกว่านี้ เราอาจจะมีมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไปก็ได้ เราแค่อยากบันทึกความทรงจำช่วงหนึ่ง ช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่มากๆในชีวิต ไม่มีแม้แต่คนในครอบครัวจะคอยให้กำลังใจ เราก็แค่ต้องให้กำลังใจตัวเอง… มันอาจจะฟังดูเศร้านะ แต่เรารู้สึกว่า อย่างน้อย เราก็ได้รักตัวเองมากขึ้น ได้เห็นคุณค่าในตัวเอง ได้หันกลับมากอดตัวเองแน่นๆ แม้ว่าจะไม่มีใครคอยอยู่เคียงข้างเลย… แต่เชื่อเถอะ เราคิดว่ายังมีคนที่พร้อมให้กำลังใจเรานั่นแหละ ไม่มากก็น้อย เราแค่ต้องรู้จักรักตัวเองให้มากๆก่อน ไม่ว่าใครจะทิ้ง ไม่ว่าใครจะหายไปไหน เราก็ยังมีตัวเราที่อยู่ด้วยกันเสมอ ❤️

0 Shares
Share via
Copy link