PERSEPOLIS เป็นภาพยนตร์การ์ตูน ที่เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า MARJANE SATRAPI ในภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงวิถีชีวิตของหญิงสาวคนนั้น เธออยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆหลายเหตุการณ์ในการเปลี่ยนแปลงไปต่างๆของประเทศอิหร่าน ที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิต ครอบครัวและสังคมของเธออย่างมาก ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การปฏิวัติศาสนา จนไปถึงการพบเห็นเหตุการณ์ริเริ่มของสงครามอิรัก-อิหร่านอันก่อให้เกิดความผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไป ชีวิตที่เคยเสรีของเธอกลับต้องเจอกับเหตุการณ์อันเลวร้าย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราควรระลึกถึงและควรมองย้อนกลับไปที่ปัญหาเหล่านั้น ว่ามันจะดำเนินการต่อไปอย่างไรในปัจจุบัน และส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตของพวกเราเอง การกระทำเช่นนี้ทำให้เราทราบถึงเหตุผลของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ หรือวิชาอารยธรรมต่างๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงสาวตัวเล็กๆ หรือประชาชนคนหนึ่งที่ผ่านพ้นเหตุการณ์อันพลิกผันต่อชีวิตของตนเอง หากแต่เป็นการสะท้องให้เห็นภาพของประวัติศาสตร์อิหร่านที่เกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 มันเป็นช่วงเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ประเด็น ซึ่งประเด็นของหนังคือการเรียนรู้อยู่กับการเปลี่ยนผ่านของชีวิต ที่ผ่านไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งหากเราจะเชื่อมโยงสังคมในภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นก็คือสังคมเปอร์เซียหรืออิหร่านกับสังคมของเอเชียใต้ ก็สามารถนำมาเชื่อโยงได้หลายประเด็น และจะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ไม่ว่าจะทั้งด้านสังคม ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความเป็นชาตินิยม เรื่องของสิทธิเสรีภาพ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้หากนำมาเกี่ยวโยงกันของทั้งสองสังคมก็จะพบว่า มีสาเหตุและจุดจบของเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก ซึ่งในที่นี้เราจะยกตัวอย่างและเชื่อมโยงประเด็นอันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของผู้คนในสังคม และกล่าวถึงตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น

persepolis-1

ประเด็นแรกที่จะกล่าวถึงก็คือ เรื่องของ สังคมศาสนาและความเชื่อ ซึ่งในภาพยนตร์เราจะพบว่าประเทศอิหร่านเป็นประเทศของรัฐศาสนา อันได้แก่ศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ วิถีชีวิตและความเชื่อของนิกายนี้ส่งผลทำให้ประเทศๆหนึ่งต้องอยู่ภายใต้แบบแผน ระเบียบ และข้อปฏิบัติทางศาสนา อันแนบชิดสนิทเข้าไปทั่วทั้งประเทศ ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนในประเทศแยกไม่ออกว่าอะไรคือศาสนา อะไรคือการปกครอง หากเราจะกล่าวถึงในเรื่องของเอเชียใต้ก็จะพบได้ว่า เอเชียใต้นั้นมีประเทศๆหนึ่งที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของ รัฐอิสลาม อันส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน นั่นก็คือประเทศอินเดีย หากจะกล่าวว่า ในอดีตประเทศอินเดียนั้นเคยปกครองโดยรัฐอิสลาม ก็จะกล่าวถึงที่มาที่ไปของศาสนานี้ในอินเดียว่าเข้ามาได้อย่างไรและส่งผลกระทบที่คล้ายคลึงกันอย่างไรกับในภาพยนตร์เรื่องนั้น อินเดียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเริ่มเข้ามาในอินเดียเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 712 ในสมัยพระเจ้าอักบาร์มหาราชนับว่าเป็นยุคที่อารยธรรมของมุสลิมรุ่งเรืองสูงสุด นโยบายที่สำคัญคือการผ่อนปรนกับศาสนาฮินดู ซึ่งถือว่าเป็นการวางรากฐานที่ดีในความสัมพันธ์กับฮินดูต่อไป ในสมัยพระเจ้าโอรังเซ็บ ศาสนาอิสลามได้ถูกจำกัดอย่างรุนแรง พระเจ้าโอรังเซ็บทรงล้มเลิกนโยบายทางศาสนาที่พระเจ้าอักบาร์มหาราช ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์ได้ทรงริเริ่มไว้ เนื่องจากทรงเคร่งศาสนาอิสลามและไม่โปรดที่จะให้พวกศาสนาฮินดูมีอำนาจและความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น แต่พระองค์ก็ยังคงต้องการความจงรักภักดีจากชนชั้นปกครองชาวมุสลิมเพื่อสร้างความมั่งคงให้แก่จักรวรรดิ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงใช้วิธีเก็บภาษีคนนอกศาสนา อีกทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ชาวฮินดูสร้างโบสถ์และพยายามที่จะให้ชาวมุสลิมเข้าไปแทนที่ข้าราชการชาวฮินดู นั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศ อินเดียก็เคยอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า รัฐศาสนามาก่อน และเป็นความเหมือนกันประการแรกของเอเชียใต้กับประเทศอิหร่านที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ ประเด็นต่อมาที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งก็คือ อิทธพลของชาติตะวันตก ประเทศอิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากที่เคยปกครองโดยราชวงศ์ คาจาร์ (Qajar Dynasty) ไปเป็นการปกครองของพระเจ้าชาห์ เรซ่า ข่าน ปาห์เลวี พระองค์ทรงมีแนวคิดที่จะทำให้ประเทศเปอร์เซียทันสมัยแบบตะวันตก (Modernization) ซึ่งนั่นทำให้พวกตะวันตกเข้ามาอยู่ภายในประเทศมากขึ้น พวกตะวันตกที่เข้ามาก็เพื่อต้องการน้ำมัน ต้องการอิหร่านเพื่อการมีอิทธิพลเหนือโลกอาหรับ ต้องการเปอร์เซียเพื่อเป็นทางผ่านไปสู่อินเดีย และต้องการเปอร์เซียเพื่อหาทางออกสู่ทะเล การเข้ามาของชาติตะวันตกในช่วงนี้ทำให้ประเทศอิหร่านเริ่มมีการพัฒนาบ้านเมือง เกิดสิทธิ เสรีภาพอย่างมาก ผู้คนมีสิทธิแสดงออกทางความคิดเห็นต่างๆได้ ซึ่งนั่นก็เหมือนกับการเข้ามาของตะวันตกในเอเชียใต้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ในเอเชียใต้ในการเข้ามาของชาติตะวันตกก็คือการเข้ามาของยุโรป ชาวยุโรปพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดียก็คือพวกโปรตุเกส โปรตุเกสได้เข้ามาในอินเดียเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนการตั้งราชวงศ์โมกุล การเข้ามาของพวกตะวันตก ก่อให้เกิดการขยายบทบาทในอินเดีย พวกแรกที่เข้ามานี้ไม่ได้ต้องการที่จะยึดครองอินเดีย แต่เข้ามาเพื่อต้องการตั้งสถานีการค้าและทำการเผยแพร่ศาสนาไปในขณะเดียวกันด้วย ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของพวกตะวันตกก็คือตามเมืองชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกและตะวันตกของอินเดีย รวมทั้งหมู่เกาะอินเดียตะวันออก เหตุผลที่กระทำเช่นนี้ก็เพื่อความสะดวกในการขนถ่าย ลำเลียง และติดต่อทางการค้า แต่โปรตุเกส ไม่ใช่ชาติเดียวที่เข้ามาในอินเดียและเอเชียใต้ หากแต่ยังมีชาวดัทช์ ชาวฝรั่งเศส และชาติอังกฤษ ซึ่งชาติอังกฤษนี้แหละ เป็นชาติที่มีอิทธิพลและมีความสำคัญทางการค้า การเมืองของอินเดียในเวลาต่อมาด้วย

persepolis
หากจะกล่าวถึงการเข้ามาของชาติตะวันตก อังกฤษเป็นชาติที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการพัฒนาบ้านเมืองในอินเดีย ในรัชสมัยของพระเจ้าอักบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล บริษัทการค้าเอกชนในลอนดอนได้รับสัมปทานบัตรจากพระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธที่ 1 ให้มีสิทธิผูกการค้าภายในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ซึ่งรวมทั้งอินเดีย จีนและอินโดนีเซีย รู้จักกันนามว่า “East India Company” หรือบริษัทอินเดียตะวันออก ชาวอังกฤษรู้จักและเรียนรู้ที่จะไม่นำเรื่องศาสนามาเผยแพร่ในอินเดีย ด้วยเหตุผลที่ว่าศาสนาเป็นอุปสรรคในการทำการค้ากับอินเดีย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากโปรตุเกสและฝรั่งเศสมาแล้ว ในการพยายามที่จะนำศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอินเดีย แต่ก็ประสบความล้มเหลว จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ทำให้เกิดประเด็นต่อมาที่เชื่อมโยงกัน นั่นก็คือเรื่องของ ชาตินิยม ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษเริ่มเปลี่ยนนโยบายการปกครองอินเดีย จากเดิมที่เข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า มาเป็นความพยายามที่จะปฎิรูปสังคมอินดียให้ดีขึ้นตามแบบตะวันตก นั่นทำให้อินเดียกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษไปโดยปริยาย แนวความคิดของตะวันตกที่พยายามจะเข้ามาแทรกแซงนี้ก่อให้เกิดการปฎิรูปสังคมที่มองดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในที่นี้เราจะยกตัวอย่างและอธิบายเหตุผลประกอบว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ตัวอย่างแรกก็คือ อังกฤษยกเลิกและออกกฎหมายในอินเดีย ให้ยกเลิกพิธีสตี (Suttee) หรือประเพณีที่หญิงหม้ายต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี เหตุผลที่อังกฤษยกเลิกก็คือมองเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและรุนแรงอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงประเด็นไปถึง การมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งในประเทศอินเดียการเกิดมาเป็นผู้หญิงนั้นต้องอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าผู้ชายเสมอ ผู้หญิงเมื่อแรกเกิดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองคือพ่อแม่ เมื่อแต่งงานมีสามีก็ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสามี และเมื่อสามีตาย ตามหลักของฮินดูก็คือต้องกระโดดเข้ากองไปตายตามสามีด้วย จากภาพยนตร์เราจะเห็นว่าผู้หญิงในโลกมุสลิมจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลและปกครองของผู้ชายด้วยเช่นกัน ผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิอย่างมาก ภาพแรกที่เราพอจะเข้าใจว่าสตรีมุสลิมคือใคร เราก็จะเห็นถึงภาพของสตรีที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุม หรือฮิญาบตามที่ชาวมุสลิมเรียกกัน ผู้หญิงในโลกมุสลิมต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่หลากหลาย ในขณะที่ผู้ชายสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ เช่นใส่กางเกงขากว้าง ซึ่งผู้หญิงไม่สามารถใส่ได้เพราะจะเปิดเผยทำให้เห็นต้นขาภายในผ้าคลุม หรือแม้แต่การเดินเร็วๆ ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะอาจผิดหลักที่ว่าผู้หญิงไม่เหมาะไม่ควรที่จะเดินเร็วๆซึ่งทำให้การเดินดูไม่งามหรือเป็นการยั่วยวนแบบหนึ่งก็ได้ จากการเข้ามาของอิทธิพลในชาติตะวันตกที่เรากล่าวไปแล้วนั้น ยังส่งผลกระทบในเรื่องของชาตินิยมที่นำเรื่องของหลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ การเกิดขบวนการชาตินิยมในอินเดีย ซึ่งต้องย้อนไปถึงเมื่อสมัยที่ ราม โมหันรอย “บิดาแห่งลัทธิชาตินิยมอินเดีย” พยายามนำส่วนที่ดีของอารยธรรมอินเดียและอารยธรรมตะวันตกมาผสมกัน ก่อให้เกิดบรรยากาศทางสติปัญญาและคำสั่งสอนใหม่ๆ มีมหาวิทยาลัยที่เป็นสถานศึกษาของนักชาตินิยมอินเดียหลายคน นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยฮินดู อันมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ลัทธิชาตินิยมในอินเดียด้วย การก่อกำเนิดของมหาวิทยาลัยนี้ทำให้เกิดขบวนการชาตินิยม ซึ่งจากที่กล่าวไปแล้วว่า อินเดียต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ขบวนการนี้ต้องการเรียกร้องเอกราชคืนจากอังกฤษ โดยมีผู้นำที่สำคัญคือมหาตมะ คานธีและเนห์รู เป็นผู้ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการคืนเอกราชให้แก่อินเดีย ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับโลกมุสลิมในอิหร่าน มหาตมะ คานธีและเนห์รู ก็เปรียบได้กับ โคไมนี ผู้ซึ่งเป็นผู้ปฎิวัติอิสลาม ต้องการเรียกร้องความเป็นชาตินิยมคืนมา และเปรียบพวกชาวอังกฤษหรือชาวตะวันตกเป็นพระเจ้าชาร์ ปาห์เรวี ที่พยายามยัดเยียดความเป็นตะวันตกให้กับผู้ปกครองของตน

 

มหาตมะ คานธีเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งของอินเดียที่พยายามปลดแอกประเทศอินเดียออกจากเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ให้กลายเป็นเอกราชอย่างเต็มตัว ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนชาวอินเดียนับเป็นล้านๆคนซึ่งส่วนใหญ่คนเหล่านั้นไม่มีการศึกษา เดินตัวกันร่วมประท้วงกับผู้นำอย่างมหาตมะ คานธี ผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก มาต่อสู้กับอังกฤษ และมหาตมะ คานธีนี้แหละ ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ เข้าถึงมวลชนในระดับหมู่บ้าน ทำให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียในที่สุด

persepolis

ประเด็นต่อไปที่ต้องการจะเชื่อมโยงเข้ากับเอเชียใต้นั่นก็คือเรื่องของ เชื้อชาติ ในภาพยนตร์ สงครามอิรักและอิหร่านได้เกิดขึ้นครั้งแรกก็เพราะเรื่องของเชื้อชาติที่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะอิหร่านหรือเปอร์เซียนั้นไม่ใช่ชนชาติอาหรับ หากแต่เป็นพวกอารยัน ซึ่งชาวอิหร่านทุกคนถือว่าเขาเป็นชาติศิวิไลซ์มาแต่โบราณกาล และไม่ใช่สมาชิกขององค์สันนิบาตอาหรับอีกด้วย แต่เพราะ อิรักเป็นพวกอาหรับ นั่นทำให้เกิดสงคราม ที่นอกจากเป็นสงครามระหว่างศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์กับนิกายซุหนี่แล้ว ก็ยังเกี่ยวโยงในเรื่องของเชื้อชาติอีกด้วย และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่อิรักเป็นฝ่ายบุกอิหร่านก่อน ด้วย นอกจากเรื่องศาสนาและ ทรัพยากรธรรมชาติในอิหร่าน

 

จากเรื่องของเชื้อชาติในสงครามอิรัก-อิหร่านก็จะเชื่อมโยงประเด็นมาถึงความขัดแย้งระหว่างชาวทมิฬกับสิงหลในประเทศศรีลังกาของเอเชียใต้ สาเหตุของความขัดแย้งก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งทั้งสองมีข้อแตกต่างกันในด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี ชาวสิงหลเชื่อว่าแตกต่างกันด้วยภาษาสิงหล นับถือศาสนาพุทธ วัฒนธรรม สิงหลพุทธ และประวัติศาสตร์การปกครองระบบราชาธิปไตย ในขณะที่ชาวทมิฬเชื่อว่าแตกต่างกันด้วยภาษาทมิฬ นับถือศาสนาฮินดู วัฒนธรรมทมิฬฮินดูและประวัติศาสตร์องค์กรทางการเมืองที่เป็นอิสระ และสาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อครั้งที่อังกฤษเข้ามาในศรีลังกา อังกฤษมักจะใช้ชาวทมิฬเป็นผู้บริหารเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย เนื่องจากมีความคล่องตัวกว่าชาวสิงหล และบังเอิญชาวตะวันตกได้มาตั้งโรงเรียนมิชชันนารีอยุ่ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นเหตุให้ชาวทมิฬมีโอกาสเรียนหนังสือและพูดภาษาต่างประเทศได้ดีกว่าชาวสิงหล และต่อมาอังกฤษก็ได้เปิดโอกาสให้ชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ผูกขาดอำนาจบริหารรัฐกิจและประกอบการค้าทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ชาวสิงหลมีอำนาจเป็นเพียงคณะผู้บริหารประเทศในระดับสูงเท่านั้น

 

และนี่คือต้นกำเนิดแห่งความขัดแย้งของชาวทมิฬกับชาวสิงหลที่แผ่ขยายไปถึงอินเดียทางตอนใต้ ก่อให้เกิดกลุ่มกบฏทมิฬที่เก่าแก่และเข้มแข็งชื่อว่า “พยัคฆ์ทมิฬอีแลม” ที่ต้องการแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางและต้องการก่อตั้งประเทศใหม่ที่ชื่อว่าประเทศ “ทมิฬอีแลม” แต่รัฐบาลกลางก็ไม่ยมอย่างเด็ดขาด ซึ่งต่อมาก็เกิดความพยายามยุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกบฏทมิฬ โดยมีข้อตกลงให้อินเดียเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งนั่นก็ไม่สามารถที่จะเป็นข้อยุติว่าข้อขัดแย้งนั้นจะจบลงเมื่อใด เป็นปัญหาที่เรื้อรังอยู่อย่างมากและคงต้องหาทางแก้ไขต่อไป

 

สรุปได้ว่า จากที่ได้ยกประเด็นต่างๆมานั้น ทำให้เราพบเห็นปัญหาแห่งความขัดแย้งกันซึ่งสาเหตุหลักๆที่มีนั้นก็คือเรื่องของ ศาสนา ความเชื่อ และความไม่ลงรอยกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากเราจะแก้ไขตรงนี้ เราก็ควรที่จะแก้ไขความเชื่อให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน การแบ่งแยกที่ดีนั้นต้องเกิดมาจากที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิร่วมแสดงความเห็นด้วย ไม่ใช่เพียงเพื่อความต้องการของคนใดคนหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเกิดความเป็นประชาธิปไตย ร่วมมือกันของทุกคน ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วความสันติก็จะเกิดต่อมวลมนุษย์ทุกคน

 

และอีกอย่างหนึ่งก็คือ จากการที่เราได้เชื่อมโยงเนื้อหาโลกมุสลิมเข้ามาโยงกับเรื่องของเอเชียใต้ ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่โดยมาก ถึงแม้ว่าจะแปลกแตกต่างกันไปในรายละเอียดต่างๆ เช่นศาสนา การปกครอง สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ แต่ก็ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน และความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้จากการเชื่อมโยงและ วิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ก็ส่งผลทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจในอีกโลกๆหนึ่ง ที่เราอาจไม่เคยสัมผัสและรู้จักมาก่อนเลยก็ได้


 

อ้างอิงจาก
[1] http://www.isriya.com/node/1958/persepolis
[2] สุภัทรา วรรณพิณ , ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบันในเอเชียใต้ (กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ , 2532 ), หน้า 13.
[3] เล่มเดียวกัน, หน้า 16.
[4] สุรพล ราชภัณฑารักษ์ และคณะ , การเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง , 2523 ),หน้า 103.
[5] เล่มเดียวกัน, หน้า 107.
[6] สุภัทรา วรรณพิณ,อ้างแล้ว,หน้า 26.
[7] สุภัทรา วรรณพิณ,อ้างแล้ว,หน้า 27.
[8] เล่มเดียวกัน, หน้า 50
[9] เล่มเดียวกัน, หน้า 67
[10] โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ , อิหร่านกับภูมิภาคตะวันออกกลาง (มติชนรายวัน วันที่ 4 เมษายน 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10616)
[11] จรัญ มะมูลีมและคณะ, บทนำแห่งตะวันออกกลาง (กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534 ), หน้า 315.
[12] สุภัทรา วรรณพิณ,อ้างแล้ว,หน้า 155.
[13] เล่มเดียวกัน, หน้า 163.

 

หากมีความผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

การบ้านวิชาอารยธรรมตะวันออก
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษาที่ 1 พ.ศ.2551
คณะศิลปศาสตร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


 

เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์
http://iteau.wordpress.com/2008/03/15/persepolis/
http://www.sonypictures.com/classics/persepolis/
http://sputnik65.com/blog/posts/85

Comments

comments