เมื่อได้มีโอกาสไปดูหนังดัง ที่โหมโฆษณากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และเจลนี่ก็ตามไปดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรง!! กับหนังเรื่อง “Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” จากค่ายยักษ์ใหญ่ GTH ค่ายหนังอารมณ์ดี…. แต่แล้วเมื่อเข้าฉายได้เพียงวันสองวันก็เกิดกระแสวิพากษณ์วิจารณ์ต่างๆนานา เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ทำไมหนออออ คนถึงมีทั้งชอบก็ชอบสุดๆ ไม่ชอบก็ไม่ชอบสุดๆ … วันนี้ไปอ่านบทวิเคราะห์หนังผ่านสายตาของเจลกันดีกว่าเนอะ

  1. “Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” โดยผู้กำกับสุดอินดี้อย่างพี่เต๋อ นวพล ผู้สร้างปรากฎการณ์ทำหนังสุดอินดี้ สุดฮิปสเตอร์มาแล้วอย่าง Mary is Happy, Mary is Happy. เมื่อเขาได้มาจับมือกับ GTH เจ้าพ่อค่ายหนังที่ใครๆได้ยิน ก็ต่างนึกถึงแต่หนังแนว Feel good อารมณ์ดี… เมื่อความอินดี้ มาเจอกับความ Mass อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดกันล่ะ…
  2. หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 16 ล้านบาท และถ่ายทำทั้งสิ้น 16 วัน ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยมากกกกก ตกวันละล้านนะคิดง่ายๆ
  3. หนังเสียดสีอาชีพอิสระ หรือที่เรารู้จักกันว่า “Freelance” โดยสะท้อนภาพความเป็นจริง ผ่านลักษณะของนักรีทัชภาพมืออาชีพ ว่ามันไม่ “ง่าย” มัน “เหนื่อย” มัน “ไม่ได้หยุด” มัน “ต้องรักษามาตรฐาน” และ มัน “โครตอึด”!!
  4. มีการใช้มุมกล้องที่ดูเป็นลายเซ็นต์แบบ “พี่เต๋อ” กล่าวคือ แต่ละมุมต้องมีความหมายในตัวของมันเอง ทั้งการแช่กล้องนานๆ มีการ Long Take รวมถึงฉากที่ “ยุ่น” พระเอกของเรื่องต้องไปเข้าต่อแถวเข้าคิวเพื่อไปพบหมอ ซึ่งใช้การถ่ายแบบ Handheld แสดงให้เห็นถึง “ความไม่แน่ใจ” ของไอ้ตัวพระเอกที่แบบ “กรูจะเข้าไปต่อแถวดีมั้ยว้าาาาา แถวยาวซะขนาดนี้ เชดดดดด”
  5. “ยุ่น” พระเอกของเรื่อง รับบทโดย “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ผู้ประสบความสำเร็จจากการเล่นหนัง ตั้งแต่ เพื่อนสนิท, ไอฟาย รวมไปถึงซีรีย์ น้ำตากามเทพ จนมาถึงหนังเรื่องนี้ “ซันนี่” ก็แสดงบทบาทของความเป็น “นักรีทัชอิสระมืออาชีพ” ที่ต้องทำงานแบบ “อิสระ” จริงๆได้อย่างดี ..
  6. ร่างการของยุ่น ถูกใช้งานอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ผื่น” แต่ในหนัง “หมออิม”​ ซึ่งรับบทโดย “ใหม่ ดาวิกา” นักแสดงสาวพันล้าน… บอกว่า คุณมีอาการ “แพ้” ทางผิวหนัง
  7. หนังดำเนินเรื่องผ่าน “ความนึกคิด” ของยุ่น ดังนั้น เราจะเห็นว่า ยุ่นมีการ “คิด” ออกมาแทนคำพูดตลอดเวลา
  8. เมื่อเกิดอาการ “แพ้” ยุ่นไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนก่อน … ระหว่างทางเดินไปโรงพยาบาล เราจะเห็นแต่ความรวดเร็ว ความฉับไว ความทันสมัย และป้ายที่ติดอยู่ตรงหน้าเค้าท์เตอร์ ประมาณว่า “บริการรวดเร็ว ฉับไว”(ข้อความประมาณนี้ จำไม่ได้) แต่สุดท้าย ด้วยค่ารักษาที่มหาโหด ยุ่นก็ตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษา…ซึ่งหนังโครตๆๆๆๆ เสียดสีสังคมออกมาว่า ทำไมรัฐหรือสวัสดิการแบบนี้โครตจะไม่ดีเลย ง่ายๆคือ สองมาตรฐานชัดๆ ระหว่าง รพ ของเอกชน กับ รพ ของรัฐ ทั้งๆที่การรักษาเหมือนกัน(อาจใช้ยาตัวเดียวกันด้วย ถ้าจำไม่ผิดบนซองยา) แต่การดูแล การบริการต่างกันลิบลับ
  9. ยุ่นถูกทำให้เป็น “ผู้ป่วนนอก” ตามป้ายบนหน้าห้องหมออิม เพราะอาชีพแบบ Freelance ของเขา ที่ไม่มีประกัน หรือสวัสดิการสังคมใดๆรองรับได้ ช่างน่าเศร้าเสียจริง
  10. หมออิม สวยมาก… ทั้งๆที่ในเรื่องอาจจะหรือแทบจะ หรือไม่ได้แต่งหน้าเลยยยยยยย แต่ความสวยทะลุหน้าจอไปแล้วล้านปีแสง
  11. “ความเป็นแพทย์” รวมไปถึง “ความไม่สำเร็จ ในการประกอบอาชีพทางการแพทย์” พี่เต๋อก็ใช้ความเป็น “หมอ” ส่งออกมาให้เห็นว่า จริงๆแล้ว “หมอ” ก็เป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง มีทั้งหมอที่ “เก่ง” และ “ไม่เก่ง” เหมือนอาชีพทั่วๆไปนั่นแหละ… หมออิม ไม่สามารถรักษาโรค และยังวินิจฉัยโรคผิด ซึ่งเราจะเห็นได้ในฉากนึงที่คุณลุงกำลังตะโกนด่าทอคุณหมออยู่นั่นแหละ
  12. และความเป็น “หมอ” ก็ยังสามารถกิน “ไส้กรอกดินประสิว” ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเลิศหรูราคาแพง.. พี่เต๋อกำลังจะบอกว่า “หมอ” ก็คนธรรมดาๆเหมือนกับเรานี่แหละ ไม่ได้วิเศษกินอาหารหรูหราทุกมื้อแต่อย่างใด… อีกทั้ง หมอยังพูด “คำหยาบ” อย่างคำว่า “แม่งงงงงง” ออกมาอีกด้วย
  13. ร่างกายของ “ยุ่น” พัง ก็เหมือนกับ มือถือยี่ห้อไอโฟนของเขา ที่หน้าจอแตก หน้าจอพัง ไม่ได้ซ่อมสักที … ก็มันไม่มีเวลาใช้ป่าวยุ่น
  14. เราจะเห็นการสื่อความหมายของ “ยุ่น” ผ่านทาง “เสื้อยืด” ที่ยุ่นใส่อยู่ทุกวัน!!! …. เช่น วันที่ ยุ่นกำลังจะไป Happy New Year ให้กับหมออิม .. ยุ่นใส่เสื้อที่มีอีโมติคอนรูปยิ้ม แสดงให้เห็นว่า เขากำลังมีความสุข… วันที่ยุ่นใส่เสื้อ “Sonic Youth” ซึ่งเป็นชื่อวงดนตรีร็อค และมีรูปเครื่องซักผ้าอยู่ แสดงให้เห็นถึงความเป็น “เครื่องจักร” ชนิดหนึ่ง ที่เขาต้องทำมันวนไปเรื่อยๆ เปรียบได้กับร่างกายของเขานั่นแหละ… หรือแม้กระทั่ง “เสื้อ Dojo Music” ที่สื่อให้เห็นว่า เขาโครตชอบวงไทรอัมพ์ส คิงดอม (จะมีเฉลยในท้ายๆเรื่อง)
  15. “เจ๋” โปรดิวเซอร์ สาวน้อย ที่รับบทโดย วี วิโอเลต สาวน้อยจากรายการ The Voice ที่ร้องเพลง “อยากรู้หัวใจตัวเอง” ประกอบละครเรื่อง “แอบรักออนไลน์”… เธอก็แสดงเป็น “เจ๋” ได้อย่างน่ารัก น่าหยิก และหน้าตาเหมือนไม่ได้นอนมาสักสิบปี (อาจจะด้วยการแต่งหน้าที่ต้องดูโทรมๆให้เข้ากับอารมณ์อาชีพแบบ Freelance)
  16. เจ๋ แสดงลักษณะอาชีพออกมาเหมือน AE หรือพวก Project Management ที่ต้องตามทวงงานบ่อยๆได้ดีมาก งานต้องเสร็จ ของต้องได้ ทุกอย่างต้องเป๊ะ
  17. บทของ เจ๋ ดูเยอะกว่าบทของ หมออิม ที่เล่นเป็นตัวหลักและเป็นคนที่ยุ่นแอบชอบเสียอีก… ถ้าเจ๋ไม่ได้แต่งงาน นี่ก็คงนึกว่าเป็นนางเอกคู่กับยุ่นแน่ๆ
  18. ความสัมพันธ์ของ เจ๋ กับของ ยุ่น ดูมีมิติ และดูน่ารักกุ๊กกิ๊กกว่าของหมออิม… ความสัมพันธ์แบบนี้คือมันเกินไปกว่า คนที่คอยดีลงานให้ คนที่คอยหางานให้ แค่มันไกลไปถึง ความสัมพันธ์ที่แบบ เฮ้ย มึงแต่งงานแล้วหรอ เฮ้ย ทำไมมึงเลือกทางเดินชีวิตแบบนั้น  เฮ้ย ทำไมมึงทิ้งให้กรูอยู่คนเดียว นั่งทำงานอยู่คนเดียว ไรงี้.. ซึ่งมันคือความสัมพันธ์แบบที่ กรูไม่ยอมให้ปล่อย แต่เมิงก็ยังจะไป… แน่นอน ยุ่น ก็โครตๆจะเสียดายความสัมพันธ์แบบนี้
  19. ในหนัง ใช้เพลง “ก็เลิกกันแล้ว” ของพี่เบิร์ด ธงไชย … โดยใช้ท่อน “คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง…..” แสดงให้เห็นถึงการ “แพ้” ของยุ่น ทั้ง “แพ้ความรัก” ที่มีให้ต่อหมออิม และ “แพ้ร่างกาย” ที่ต้องมาเป็นโรค “ผื่น” แพ้ทางผิวหนังอีก!! คนอะไร จะแพ้ขนาดนั้น!!
  20. 7-11 ถูกใช้ประกอบฉากเยอะมากกกกกก เพราะฉะนั้น ความผูกพันธ์ของคนเมืองปัจจุบัน กับร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 นี่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ในหนังใช้ พนักงานเซเว่นที่ชื่อว่า “ไก่” มาเป็นเพื่อนของพระเอก… ที่สนิทกันถึงขั้นชวนไปตีแบด และจะพาไปงานศพตัวเองด้วย!!! แสดงให้เห็นถึงความสนิทชิดเชื้อกับ 7-11 กันขนาดหนัก…
  21. หนังเรื่องนี้ถูกเชียร์ สร้างกระแสแบบ Mass เสียจนคนดูหนัง Mass เข้าใจว่าหนังมันจะเข้าใจง่าย… ซึ่งมันก็เข้าใจง่าย(ที่สุดแบบเต๋อ) เข้าใจง่ายกว่าหนังอินดี้อย่าง Mary is Happy แต่มันก็อึนๆเนือยๆ ถ้าคนที่ชอบดูหนังแบบ Mass อาจจะผิดหวัง
  22. หนังถูกโปรโมทให้ดูเหมือนเป็นหนัง Feel Good อารมณ์แอบรักหมอ จิจ๊ะ กุ๊กกิ๊กแบบใน T-Ser … แต่ถ้าไปดูจริง เนื้อหามันก็มีแค่นั่นแหละ แค่นั้น ไม่เยอะ ไม่เยิ่นเย้อ
  23. แต่คนที่ชอบหนังสไตล์ เต๋อ .. แนวอินดี้ แนวฮิปๆ แนวการตีความ… เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวนะ
  24. หนังพยายามพีคในหลายๆจุด แต่ก็ยังพีคแบบ Mass ไม่สุด
  25. หนังมีฉาก Dark หม่นๆ ด้วยการที่จะทำให้พระเอกพยายามทุบสถิติโลกและตัวเองด้วยการอดนอนติดต่อกัน 12 วัน!! คนบ้าอะไรอดนอนนานขนาดนั้น.. แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะและไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้จริง สุดท้ายก็ วืดดดดดดดด หัวฟาดโต๊ะดังโพล๊ะ!!!
  26. ถ้าสุดท้ายพระเอกตายจริงๆ อาชีพแบบ Freelance นี่อาจกลายเป็นอาชีพต้องห้ามเลยนะ
  27. ฉาก Surreal ที่พยายามสร้างฝันของพระเอก ว่าสุดท้ายจะดีไซน์งานศพของตัวเองออกมาแบบไหน ก็ถือว่าเป็นฉากที่เรียกความฮา(ส่วนตัว) ได้หลายอยู่… สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งอยู่และดับไปของชีวิต… ว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้น แต่ก็ยังอุตสาห์คิดไปไกลถึงวันข้างหน้าอีกนะยุ่น ทั้งการเอา TK มาร้องหน้าศพ เชิญแขกมาแค่นิดเดียว
  28. หนังดู Real ดูสัมผัสได้ .. ดูเป็นอาชีพจริงๆที่มันต้องมีตามฉบับของ GTH แต่อาจจะเหนือจริงแบบสไตล์เต๋อ และผสมผสานกันได้อย่างพอเหมาะพอควร… อย่างฉากเอาผ้ามาคลุมเพื่อทำงานในโรงพยาบาล,  การยก iMac ไปทำงานจริง (ซึ่งอาจจะมีคนทำจริง แต่ใช้ Macbook ง่ายกว่ามั้ย)
  29. ตัวหนังไม่ได้แย่ แต่คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคาดหวังความ Feel Good จาก GTH กลับมา อาจจะรับไม่ได้ … ไม่อิน
  30. Freelance ไม่ Slow Life จริงๆนะ

ความเห็นส่วนตัว 7.5 / 10 คะแนนนะ

promocarrie