มายาคติของผู้หญิงกับความสำเร็จในสังคมมวลชน

กรณีศึกษารายการทีวีประเภทเรียลลิตี้ : The Face Thailand

เปิดม่าน มายา

ปี 2014 ได้มีการถือกำเนิดขึ้นของรายการเรียลลิตี้หน้าใหม่ของประเทศไทย ที่ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกเข้ามาทำ และผลิตโดยบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด เป็นรายการค้นหาสุดยอดนางแบบ นักแสดง และผู้หญิงที่มีความมั่นใจ มีความโดดเด่นมาประดับวงการบันเทิง นั่นก็คือรายการ “The Face Thailand” นั่นเอง

ความโด่งดังของรายการนี้ ทำให้ถูกผลิตออกมาแล้วถึง 2 Season ด้วยเนื้อหาที่ผสมผสานความบันเทิงบวกกับความดราม่า ประกอบกับเป็นรายการที่ถูก “จริต” ของคนไทย ที่ชอบความสมจริง ความเข้าถึงหรือเรียกกันว่า “อิน” กับตัวรายการ อีกทั้งมีกระแสต่างๆออกมา ที่พร้อมเรียก Rating รายการ เรียกให้คนหันมาดูทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่สื่อในอินเตอร์เน็ตก็ตาม ส่งผลให้รายการนี้กลายเป็นที่รู้จักภายในเวลาไม่นานนัก และเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากอยู่บนโลกออนไลน์ ดังนั้น ในบทวิเคราะห์นี้ จึงขอกล่าวถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรายการ ทั้งในเรื่องของความเป็นผู้หญิง มายาคติที่แฝงอยู่ในตัวรายการ กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับสังคมมวลชนทั้งหลาย ประกอบเอากับแว่นตาของทฤษฎีที่ได้เรียนมาในวิชาทฤษฎีการสื่อสารประยุกต์มาใช้อธิบายแนวคิด วิธีการเล่าเรื่องของรายการ รวมไปถึงวิเคราะห์ความสำเร็จของรายการ The Face Thailand ในทั้ง 2 Season นี้ด้วย

The Face Thailand Season 1

The Face Thailand Season 1

รายการเรียลลิตี้ ค้นหาสุดยอดนางแบบและนักแสดง

รายการ The Face Thailand เป็นรายการประเภท Reality Show ที่ทำขึ้นเพื่อค้นหาสุดยอดผู้หญิง ที่เป็นได้ทั้งนางแบบ นักแสดง และมีความมั่นใจในตัวเอง มาประดับวงการบันเทิง โดยในรายการนั้น จะมีเมนเทอร์(Mentor) อยู่ทั้งหมด 3 คน คนละทีม ซึ่งทั้ง 3 เมนเทอร์นั้น จะต้องเป็นไอคอนหรือคนที่มีความสามารถในวงการบันเทิง และจะมีหน้าที่คอยเทรนให้กับผู้เข้าแข่งขัน เป็นหัวหน้าทีม เป็นที่ปรึกษาในแต่ละสัปดาห์ และเป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาผู้เข้าแข่งขันคนไหนของทีมอื่นออก หากในสัปดาห์นั้นทีมของตนเองเป็นผู้ชนะ

ซึ่งในแต่ละสัปดาห์ ผู้เข้าแข่งขันรายการ The Face Thailand จะได้รับโจทย์ที่แตกต่างกันไปเพื่อมาทำแคมเปญแข่งกัน และก็จะมีผู้ที่ถูกคัดออกจากรายการทุกสัปดาห์ด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ที่ชนะคนสุดท้ายของรายการ ก็จะได้เป็น “The Face Thailand” พร้อมทั้งยังได้ร่วมงานกับ Maybelline New York แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก และได้ถ่ายแบบลงในนิตยสารแฟชั่นชื่อดังอย่าง VOGUE Thailand รวมถึงได้ร่วมงานกับทางโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับทางบริษัท กันตนา กรุ๊ป และได้เงินรางวัลรวมถึง 1 ล้านบาท

1407775237-1407164810-o

ในฐานะรายการข้ามชาติ ข้ามวัฒนธรรม

การเดินทางของรายการโทรทัศน์ข้ามพรมแดนหลายๆรายการที่ปรากฎนั้น มิได้มีเพียงมิติทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ตัวรายการโทรทัศน์เอง ยังเป็นสินค้าที่นำไปสู่เม็ดเงินมหาศาลด้วยเช่นกัน เช่น การศึกษาของ เกเบรียล แดนน์ (Gabrielle Dann) ได้ศึกษารายการ อเมริกันไอดอล(American Idol) ในฐานะที่เป็นวิธีการสร้างฐานะความรํ่ารวยอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากผลิตภัณฑ์ (ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์) เพียงชนิดเดียว ซึ่งรายการที่อยู่ในตระกูลไอดอลนั้น เป็นลิขสิทธิ์ของชาวอังกฤษท่ีได้ถูกนําไปเผยแพร่ในหลายประเทศทั่วโลก และได้ขึ้นสู่จุดสูงสุด ในเดือนมกราคมปี ค.ศ.2004 ด้วยการถ่ายทอดสดการแข่งขันไอดอลในระดับโลก (World Idol) ไปยังนานาประเทศทั่วโลก (Gabrielle Dann. (2007). American Idol: From the Selling of a Dream to the Selling of a Nation. Meditations Volume 1, Number 1.)

p19v4tdn0tuvkk441kmh632100s9

The Face Thailand Season 2

แน่นอน รายการ The Face ก็เป็นอีกหนึ่งรายการที่ถูกลิขสิทธิ์มาด้วยเช่นกัน การทุ่มเงินซื้อของบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด กับรายการ The Face มาจากผู้อำนวยการผลิตรายการซึ่งเป็นนางแบบชื่อดังระดับโลกอย่าง นาโอมิ แคมเบล โดยในมิติของความเป็นรายการโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ประเภทรายการ “เรียลลิตี้” ที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเมืองไทย เริ่มตั้งแต่รายการ Academy Fantasia, รายการ Big Brother ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ต่อมาก็เป็นรายการประเภทซ่อนกล้อง แอบถ่าย รวมไปถึงรายการ “เรียลลิตี้” ประเภท “เรียลลิตี้​ โชว์​(Reality Show)” ซึ่งเป็นรายการที่ถ่ายทําโดยไม่ซ่อนกล้องและคนในกล้องรู้ตัวว่าถูกถ่ายเช่นกัน แต่เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นในรายการ ก็จะอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ผู้ผลิตรายการกําหนดขึ้น ถูกจัดขึ้นอย่างไม่มีสคริปเป็นทางการ และรายการประเภทนี้ ก็มักจะเน้นการหาผู้ชนะเพียงแค่คนเดียว และ/หรือได้รับรางวัล ผลประโยชน์ต่างๆเป็นการตอบแทน ซึ่งในประเทศไทยเอง ก็มีรายการ “เกมชีวิต” ออกอากาศในปี พ.ศ.2543 เป็นรายการแรก ต่อมาก็มีรายการ เดอะสตาร์ ค้นฟ้า คว้าดาว, ไฮโซบ้านนอก, รักแท้บทที่หนึ่ง ตามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีรายการ The Face Thailand ดังที่เราจะกล่าวกันถึงในบทความนี้

มายาคติที่แอบแฝง สู่ความสำแดงอันไม่รู้จบ

หากเรายึดหลักของทฤษฎีสายวัฒนธรรมศึกษาแล้วนั้น ก็คงจะหนีไม่พ้นนักคิดคนสำคัญ กับเรื่องของ “มายาคติ” เขาคนนั้นคือ โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes,1915-1980) เป็นนักสัญวิทยาชาวฝรั่งเศส เขาเป็นปัญญาชนคนสำคัญของชาวฝรั่งเศส ที่เป็นต้นคิด เรียกทฤษฎีนั้นว่า “มายาคติ” (Mythologies)” ซึ่งเป็นหลักการวิพากษ์วิจารณ์ที่โด่งดังและได้รับการยอมรับมากในสมัยสังคมฝรั่งเศสกำลังต้องการสะท้อนระบอบทุนนิยม ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950-1970 (สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)  แนวคิดเรื่อง “มายาคติ” นั้น ถูกทำงานด้วยการเข้าไปครอบงำ “ความหมายเบื้องต้น” ของสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นความหมายเชิงผัสสะหรือประโยชน์ใช้สอย แล้วทำให้มันสื่อความหมายใหม่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายเชิงค่านิยมอุดมการณ์

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเห็นป้ายสัญญานไฟจราจร (ซึ่งเป็น “สัญญะ” หรือ Sign) มันได้ทำหน้าที่ของมัน 2 อย่างคือ การสื่อความหมายในตัวของมันออกมา เรียกว่า “รูปสัญญะ”(Signifier) ซึ่งเรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส กับความหมายอื่นที่มันสื่อออกมา เรียกว่า “ความหมายสัญญะ”(Signified) เช่น ไฟสีเขียว มีความหมายเข้าใจตรงกันว่า อนุญาตให้ไปได้ เป็นต้น

lcq9wz2i87

รายการ The Face Thailand ได้สร้างมายาคติให้กับผู้หญิงไว้อย่างมาก ในประการแรกคือ “เพศหญิง” ความเป็นผู้หญิง ความสวย “เป็นผู้หญิง ต้องสวย” เห็นได้จากในรายการ มีการใช้เครื่องสำอางค์และ Tie in เครื่องสำอางค์อยู๋เสมอๆ โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องการทำแคมเปญเพื่อชนะคนอื่น จำเป็นต้องมีการแข่งขันแต่งหน้ากัน หรือร่วมมือกันแต่งหน้า แต่งตัว หาชุดที่เข้ากับตนเอง หรืออย่างเช่น เวลาที่เมนเทอร์บี น้ำทิพย์ บอกกับลูกทีมตอนกำลังเดินแบบ ให้ท่องเอาไว้ว่า “เราสวย เรารวย เราสวย เรารวย” แล้วเราจะชนะ เป็นต้น เป็นการสร้างความมั่นใจที่ดี แต่ก็ทำให้เกิดมายาคติของผู้หญิงที่สื่อออกไปว่า ผู้หญิงที่สวย คือผู้หญิงที่ชนะ คือผู้หญิงที่เก่งและมีความสามารถ

การสร้างมายาคติในรายการที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ความมั่นใจของผู้หญิง กับพื้นที่ทับซ้อนในความเป็นใหญ่ของเพศชาย เราจะเห็นได้จาก ในหลายๆสัปดาห์ มีการพูดออกมาของเมนเทอร์ในรายการว่า เวลาเราต้องการความมั่นใจ ให้นึกอารมณ์ประมาณว่า “มองฉันสิ ผู้ชายคนนั้นมองฉันสิ” หรือ ในสัปดาห์ของการถ่ายภาพ Group Shot หรือการถ่ายภาพหมู่ นั้น มีการ Set ฉากถ่ายภาพแฟชั่นบนเตียงนอน แล้วมีผู้ชายสองคนถอดเสื้อนอนอยู่บนเตียง เมนเทอร์ทุกคน ต่างบอกว่าให้ทุกคนมองผู้ชายทั้งสองคนนั้นเหมือนกำลังจะ “กิน” เขา อยู่

มายาคติที่ทำให้ดูเหมือนผู้หญิงเกิดความมั่นใจ สยบผู้ชายได้นั้น เป็นมายาคติทางเพศที่ถูกกลืนไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นใหญ่ของผู้ชาย เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่เลือกภาพที่ดีที่สุดในสัปดาห์นั้นก็ไม่ใช่เมนเทอร์ทั้งสามคน หากแต่เป็นช่างภาพผู้ชายอีกคนต่างหาก อีกทั้งช่างภาพคนนั้น ยังสั่งให้ผู้ชายสองคนที่อยู่บนเตียง ถอดกางเกงในเหลือแต่ผ้าห่มคลุมกาย เพื่อที่จะถ่ายภาพได้ดูสมจริง และปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขันสาวสวยตะลึงไปกับความสมจริงของรายการในสัปดาห์นั้น

large

The Face Thailand : Fashion Group Shot

ผู้หญิงมีความหมาย อยู่กับความหมาย และใช้ความหมาย

The Face Thailand เป็นรายการที่เรียกได้ว่าก้าวข้ามความเป็นผู้หญิงไทยแบบเดิมๆไป ทิ้งขนบเดิมของผู้หญิงไทยในอุดมคติออกไปโดยสิ้นเชิง หากมองนักวิชาการสายวัฒนธรรมศึกษาอย่าง Barthes แล้วนั้น เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจว่า สิ่งต่างๆมันหมายความว่าอะไร(what things mean) เมื่อเปรียบเทียบกับความสนใจของเขาที่ว่า สิ่งต่างๆมันมีความหมายว่าอย่างไร(how things mean) ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจของรายการนี้ก็คือ การให้ความหมายของผู้หญิงในรายการ

ติญ่า คือหนึ่งในหญิงสาวที่มีโอกาสได้เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย อยู่ทีมเมนเทอร์ลูกเกดและเรียกได้ว่าเป็นสาวลูกครึ่งร่างใหญ่คนหนึ่ง ในรายการ เธอมักจะโดนเมนเทอร์ลูกเกดว่า ให้หันตัวเยอะๆ บิดแขนเยอะๆ บิดเอวเยอะๆ ใช้กระบวนการจัดร่างกายให้ดูเพรียวลม หุ่นดี เพื่อที่เวลาถ่ายรูปเธอจะได้ดูผอม เพราะหุ่นของเธอหนา หรืออวบไปหน่อยถ้าหากเทียบกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เธอนับได้ว่าเธอเป็นหญิงสาวที่ตัวใหญ่ที่สุด แต่หากเทียบกับชาวบ้าน คนธรรมดาทั่วไป เธอนั่นก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงปกติคนหนึ่งเท่านั้นเอง

การสร้างความหมายของความงามตามแบบฉบับของอเมริกันชน หรือตามสมัยนิยมแบบ Pop Culture นั้น ที่มักจะนิยมและให้ค่ากับความผอมเป็นปัจจัยหลัก ติญ่าจึงเป็นผู้หญิงที่ถูกคัดออก แต่ไม่ใช่ด้วยเพราะความร่างอวบของเธอเป็นหลัก หากแต่ด้วยความสามารถที่เธอมี ก็ไม่สามารถทำให้ไปถึงฝั่งฝันในการเป็น The Face Thailand ได้

 

924425-img.ris5as.13920

กระบวนการในการสื่อความหมายว่าด้วยสัญญะวิทยาในแนวคิดของ Barthes ความหมาย โดยอรรถ (Denotative Meaning) ของ “ความงามแบบสากล” ในรายการ The Face ที่ควรจะมีก็คือ ความงามที่สังคมนิยมชมชอบในยุคปัจจุบัน ผ่านสังคมความเป็นฮอลลีวูด วัฒนธรรมตะวันตก ตากลมโต รูปร่างเพียวบาง ผอม สูง โดยเฉพาะผู้เข้าแข่งขันสาวสวยที่อยู่ในทีมของเมนเทอร์คริส ที่มักจะโดนบอกอยู่เสมอว่าทีมของเธอนั้น มีแต่ “สายแข็ง” เหตุเพราะว่า ทีมของเธอมีแต่ลูกทีมที่หน้าตาสวยตามแบบฉบับปัจจุบัน ขายาว แขนยาว ผิวพรรณดี และที่สำคัญ ก็ก่อให้เกิดดราม่าอย่างกรณีที่เมนเทอร์บี คัดลูกทีมของเมนเทอร์คริสออก นั่นก็คือ “น้ำหวาน” สาวหน้าไทย ตาโต ผมยาว ยิ้มสวย หุ่นดีมาก ซึ่งในวีคที่น้ำหวานออกนั้น คนที่เข้าห้องดำ หรือห้องตัดสินเพื่อจะคัดเลือกคนออก มีอยู่ด้วยกันสองคน คือ “น้ำหวาน” และ “ติญ่า” หากแต่คนที่โดนออกกลับเป็นน้ำหวาน และติญ่ายังได้ก้มลงกราบบีต่อหน้า ก่อให้เกิดกระแสด่าทอเมนเทอร์บี ตามไปว่าอย่างเสียๆหายๆใน Instagram ในเพจ Facebook ของรายการ และตามหน้าเว็บไซต์ออนไลน์ต่างๆ

เมนเทอร์บี เคยสร้างความหมายของความเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายต้องสยบ ด้วยตอนช่วงการสอน Master Class เมนเทอร์บีเดินเข้าไปหาพิธีกรหนุ่ม “ขุน ชานนท์ อักขระชาตะ” แล้วให้เขานั่งลงบนโซฟา พร้อมกับเข้าไปโอบ เอาหน้าชิดใกล้จนเกือบจะจูบ และหันไปมองกล้อง เพื่อที่จะถ่ายภาพให้สวยงาม พร้อมกับบอกว่า “ทำให้เขาสยบแทบเท้าเรา”

ความหมายที่สร้างขึ้น ถูกประกอบว่า การเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ต้องเป็นคนแรง โดยเฉพาะการสร้างให้ผู้ชายสยบอยู่แทบเท้า เป็นการรื้อถอนโครงสร้างความเป็นผู้หญิงแบบเดิมๆ ที่เคยบอกว่า เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว การให้ท่าผู้ชายเป็นเรื่องไม่งาม แต่รายการนี้กลับโละโครงสร้างผู้หญิงแบบเก่าทิ้งไปเสียจนหมดสิ้น

172239mn4jx6jw24f1ymqw

โลกในจอ สู่โลกแห่งความเป็นจริง

จากความนิยมของรายการ The Face Thailand นั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งความดุเด็ดเผ็ดมันส์ของตัวเมนเทอร์ทั้งสามคน และตัวลูกทีมเอง จนสามารถก้าวเข้ามาสู่ Season ที่ 2 ได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับความ “แซ่บ” แบบจัดเต็มกว่าเดิม แต่ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้รายการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ก็คงหนีไม่พ้นการติดตามของผู้ชมหรือกลุ่มแฟนคลับ ที่ได้ให้ความใส่ใจในรายการ ตั้งแต่การกดไลค์ กดแชร์ การไปตามคอมเม้นท์ในหน้าเว็บเพจ Facebook The Face Thailand ที่มีพื้นที่บนเว็บไซต์และสื่อ Social Media ต่างๆ ทั้ง Facebook, Twitter, Instagram สร้างเพจให้กับผู้เข้าแข่งขันและเมนเทอร์ที่ตนชื่นชอบ สร้างคำคมเด็ดๆในรายการ มีวีดีโอย้อนหลัง คลิปเด็ดๆจากรายการ รวมทั้งให้การสนับสนุนผู้แข่งขันในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เห็นแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นแฟนคลับว่าได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโต้กับคําอธิบายอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Culture industry) อันมองว่า วัฒนธรรมเป็นสินค้าของสํานักแฟรงค์เฟิร์ต (The Frankfurt School) และมองกลุ่มแฟนคลับ ว่าเป็น “เหยื่อ” ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม

8C3CE402E00F46F9ABEE0FFB86687EA7

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE3NTg3LzAuanBn

ซึ่งหากจะว่าไปแล้วนั้น ก็คงจะไม่ผิดเท่าใดนัก หากผู้รับชมรายการเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ หรือมีความเข้าใจในชีวิตมากพอ หากแต่ ในบางช่วงบางตอนของรายการ การแข่งขันของตัวรายการเองอาจจะต้องมีการกระทบกระทั่งกัน ลามไปถึงการว่ากล่าวกันแบบเสียๆหายๆ ลงท้ายด้วยตัดผู้เข้าแข่งขันของอีกทีมออกในกรณีที่ทีมตัวเองเป็นฝ่ายชนะ และอีกฝ่ายก็หัวเสีย กระฟัดกระเฟียดเดินออกจากรายการไป ส่งผลให้ผู้รับชมรายการบางส่วนที่เป็นเด็ก และ/หรือผู้ที่อาจจะยังมีวุฒิภาวะไม่มากพอ และเป็นแฟนคลับของทีมที่ถูกตัดออก เกิดอารมณ์โมโห ไม่พอใจกับอีกทีม มีการโต้ตอบ รวมไปถึงการใช้คำหยาบคายกับเมนเตอร์,ผู้แข่งขันในรายการ ผ่านทางหน้าสื่อ Social Media ต่างๆ ทั้งใน Instagram ส่วนตัวของเมนเทอร์เอง รวมไปจนถึงการละเมิด ให้ร้ายต่างๆนานา ซึ่งทำให้เห็นว่าการรับชมสื่อของเด็กนั้น บางครั้งก็อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้เป็นที่แน่ชัดเท่าที่ควร ในหนังสือ “สู่ พรมแดนความรู้….เรื่องวัฒนธรรมบริโภค : ความเป็นปกติวิสัยของการบริโภควัฒนนธรรมในชีวิตประจําวัน” ของธีโอดอร์ อดอร์โน (Theodor Adorno) ได้กล่าวถึงกระบวนการที่ทําหน้าที่ครอบงําความสัมพันธ์ในสังคมผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่นิตยสาร ที่เป็นอาณาบริเวณแห่งการปลดปล่อยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทํางาน จึงดูราวกับว่าอยู่นอกเหนือขอบข่ายการทํางานของทุน แต่แท้ที่จริงแล้วพื้นที่แห่งนี้กลับเป็นอาณาบริเวณท่ีการครอบงําทําหน้าท่ีได้อย่างแยบยล

สำนักแฟรงค์เฟิร์ตมองว่า การสร้างจิตสำนึก/อุดมการณ์/วัฒนธรรม ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยมีหลักตรรกะแบบเดียวกับการสร้างสินค้าอื่นๆ ในระบบทุนนิยม วิถีต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดการล่อลวงระดับมวลชน (Mass Deception) ทำให้มวลชนกลายเป็นเหยื่อ (Victimsation) ผ่านกระบวนการเปลี่ยนปัจเจกบุคคลให้กลายเป็นมวลชน ซึ่งคำว่ามวลชนในที่นี้หมายถึง คนจำนวนมากที่มารวมตัวกันเป็นกลุ่ม แต่ไม่มีสายสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงทำให้มวลชนเหล่านี้มีลักษณะแตกตัวออกจากกัน (Atomised) ราวกับฝูงแกะที่ถูกต้อนหรือชักจูงไปได้โดยง่าย เช่น แฟนเพลงที่เข้าไปชมคอนเสิร์ต จะเปร่งเสียงกรีดร้องดังลั่นเมื่อศิลปิน “ขอเสียง” เป็นต้น มวลชนเหล่านี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำตามนักร้องหรือระบบอุตสาหกรรมวัฒนธรรมครอบงำไว้โดยง่าย ทำให้สำนักแฟรงค์เฟิร์ตมองว่าผู้บริโภควัฒนธรรมเหล่านั้น เป็นเหยื่อในการผลิตนั่นเอง

nxfovyirwo01DMAKaqE-o

Frankfurt school ก่อตั้งขึ้นในช่วงประมาณทศวรรษที่ 1930 โดยนักคิดสำคัญ ๆ ได้แก่ Max Horkheimer, Theodor W. Adorno, Herbert marcuse และ Walter Benjamin พวกเขาได้ตั้งคำถามต่อความสำคัญของ “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” ในสังคมร่วมสมัย ที่ผลิตซ้ำสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมมวลชน” คำว่า “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” มีความหมายถึง กระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรมของการผลิตวัฒนธรรมมวลชนและระบบค้าขาย โดยนักทฤษฎีเชิงวิพากษ์ (Critical Theorists) วิเคราะห์สิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมในบริบทของการผลิตอุตสาหกรรม ในลักษณะเดียวกันกับการผลิตสินค้าอื่น ๆ ทั้งกระบวนการทำให้เป็นสินค้า (Commodification) กระบวนการทำให้เป็นมาตราฐาน (Standaraization) และการทำให้เป็นของมวลชน (Massification) แน่นอน รายการ The Face ต้นกำเนิดมาจากทางประเทศฝั่งตะวันตก วัฒนธรรมอเมริกันชนได้เข้ามาอย่างมาก ผลิตซ้ำความเป็น Drama แบบคนไทย ผสมกับความหรูหราของวิถึชีวิตในการก้าวเข้าสู่วงการแบบนางแบบที่ High End ความบันเทิงเหล่านี้ก่อให้เกิดรายได้โฆษณาที่เข้ามาในรายการอย่างมหาศาล มีเรตติ้งสูงมาก เทียบกับบรรดารายการช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หลายๆรายการ

วอลเตอร์ เบนจามิน (Walter Benjamin) มองถึงสื่อในอีกแง่หนึ่ง ในบทความเรื่อง “The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction” กล่าวว่า ภาพยนตร์ กีฬา และรูปแบบอื่นๆ ของสิ่งบันเทิงมวลชน ได้สร้างผู้ดูผู้ชมแบบใหม่ขึ้น ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ รูปแบบวัฒนธรรมต่าง ๆ และมีการประเมินอย่างเป็นเหตุ เป็นผลต่อสิ่งเหล่านั้น สำหรับเบนจามิน การพังทลายของรัศมีของงานศิลปะ (The aura of work of art) เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นต้นแบบ ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นของแท้ดั้งเดิม เป็นผลมาจากแรงกดดัน บีบคั้นการผลิตซ้ำของเครื่องจักร ที่ผลิตสินค้าวัฒนธรรมให้สาธารณชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับปรากฎการณ์วัฒนธรรมต่างๆ มากขึ้น โดยเขามองว่า ผู้ชมภาพยนต์สามารถกลาย เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิพากษ์วิจารณ์ และสามารถศึกษาถึงการสร้าง ความหมาย และอุดมการณ์ในภาพยนตร์

ออกมานอกจอ ผู้ชมในดูรายการนี้ ต่างวิพากษ์รายการกันอย่างสนุกปากราวกับเป็นผู้ร่วมแข่งขันเสียเอง อันจะเห็นได้จากตามเว็บบอร์ดต่างๆ เช่น pantip.com ที่มี Tag ของรายการ The Fcae Thailand หรือใน Facebook ของตัวรายการเอง มีผู้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของตัวรายการ วิเคราะห์ว่าใครจะเข้ารอบ วิเคราะห์ว่าถ้าเป็น Mentor เองจะโหวตใครออก หรือถ้าเป็นผู้เข้าแข่งขันเอง จะทำหรือไม่ทำสิ่งนั้น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นกระบวนการคิด ที่ทำให้เราเห็นว่าการผลิตสินค้าวัฒนธรรมให้ สาธารณชนหรือมวลชนนั้น ย่อมเกิดอุดมการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าไปมีส่วนร่วมกับปรากฎการณ์ในรายการ การสร้างผู้ชมแบบใหม่ที่เปรียบเสมือนโลกอีกโลกหนึ่ง

eDSC_0160-725x375

ผู้เข้ารอบ Final Walk ทั้ง 3 คน

จุดจบของตัวแสดง จุดจบของคนที่ไม่ได้เป็น The Face สำหรับใครหลายๆคน

ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนเอง แล้วนั้น ได้นำแนวคิดและทฤษฎีเรื่องมายาคติ หรือ Myth ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ เข้ามาจับเพื่อตีความหมาย สิ่งที่แสดงออกมาในรายการรูปแบบของ Content Analysis หรือการวิเคราะห์เนื้อหาที่เกิดขึ้นของรายการ อีกทั้งยังได้นำเอาแนวคิดของ Frankfurt School อย่างการเอาวัฒนธรรมให้มาเป็นสินค้า สร้างกระบวนการทำให้เป็นสินค้า (Commodification) กับคําอธิบายเรื่องอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Culture industry) โดยเฉพาะของธีโอดอร์ อดอร์โน และ วอลเตอร์ เบนจามิน ที่กล่าวถึงเอาไว้ สุดท้ายผู้เขียนได้ขอหยิบยกเอา แนวคิดเรื่องภาพตัวแทน (Representation) ของ Stuart Hall ที่กล่าวถึงว่า “โทรทัศน์เป็นสื่อที่มีความสัมพันธ์อยู่กับวัฒนธรรม” (Hall อ้างจาก Turner, 1990, p.58) Stuart Hall เป็นบุคคลที่มีความสําคัญต่อแนวทางวัฒนธรรมศึกษาร่วมสมัยของ สหราชอาณาจักร

Hall ได้พัฒนาแนวคิดเรื่องภาพตัวแทน โดยเขาให้ความหมายของภาพตัวแทนว่า หมายถึง การประกอบสร้างความหมายผ่านภาษา โดยใช้สัญญะเพื่อสื่อสารอย่างมีความหมายกับผู้อื่น และสามารถใช้สัญญะเพื่อการอ้างอิงถึงโลกความจริง รวมถึงสิ่งที่เป็นจินตนาการ และความคิด นามธรรมท่ีไม้ปรากฏในโลกวัตถุ ทั้งน้ีภาษาไม้ได้ทํางานเหมือนกับกระจก แต่ปฏิบัติการของภาพ ตัวแทนได้ประกอบสร้างความหมายขึ้นมา (constructed through signification ) หรืออีกนัยหนึ่ง การประกอบสร้างนั้นถือเป็นการใช้ภาษาพูดถึงสิ่งต่างๆ ผ่านระบบความหมาย หรือใช้ภาษาเป็น ภาพตัวแทนในการสื่อสารกับบุคคลอื่น ด้วยเหตุนี้ภาพตัวแทนจึงเป็นการผลิตความหมายและ แนวคิดต่างๆ ในรูปแบบของภาษา ซึ่งเก็บสะสมไว้ภายในจิตของมนุษย์ และเป็นส่วนสําคัญของ กระบวนการผลิต และแลกเปลี่ยนความหมายระหว่างสมาชิกร่วมวัฒนธรรมเดียวกัน

ในรายการ The Face Thailand เมนเทอร์ลูกเกดพยายามสร้างความหมาย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เธอใช้อยู่ในรายการ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นสาวลูกครึ่ง แต่เธออยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 20-30 ปี แต่การใช้ภาษาของเธอที่พยายามพูดในรายการนั้น กลายเป็นภาพตัวแทนที่สะท้อนถึงความเป็น “ลูกครึ่ง” และความ “อินเตอร์” ที่สำคัญต้องดู “แพง” โดยเฉพาะคำว่า “STRONG” ที่โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองหลังจากที่เธอได้พูดคำนี้ออกไป ก็เกิดกระแสคำว่า “STRONG” ที่ฮิตติดลมบนกันไป

936496-img.rm25d7.1

ภาพตัวแทน เป็นการประกอบสร้างความหมายผ่านภาษา โดยใช้สัญญะเพื่อ สื่อสารอย่างมีความหมายกับผู้อื่น และสามารถใช้สัญญะเพื่อการอ้างอิงถึงโลกความจริง รวมถึง สิ่งที่เป็นจินตนาการ และความคิดนามธรรมที่ไม่ปรากฏในโลกวัตถุ แต่จริงๆแล้วเราจะเห็นได้ในรายการว่า ภาษาที่ใช้ในรายการ ถ้าหากเป็นชาวบ้านร้านตลาดดูก็อาจจะไม่เข้าใจมากนัก เพราะบางคำเป็นภาษาที่เรียกกันว่า ภาษา “แฟชั่น” อันประกอบสร้างให้คนบางกลุ่มเข้าใจเท่านั้นเอง

วิเคราะห์พื้นฐาน S – M – C – R ผ่านรายการ The Face

S (sender)

รายการ TheFaceThailand เป็นรายการเรียลลิตี้ค้นหาสุดยอดนางแบบและนักแสดงครั้งแรกในเอเซียและเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่บริษัทกันตนา เอฟโวลูชั่น โดย คุณปิยะรัฐ กัลย์จาฤก กรรมการผู้จัดการ ได้ลิขสิทธิ์จาก นาโอมิ แคมป์เบลล์ เจ้าของรายการชาวสหรัฐอเมริกา เพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบและนักแสดงของเมืองไทย โดย Season 1 มี 3 สาว Idol ของวงการนำโดย ลูกเกด-เมทินี, หญิง-รฐา และ พลอย-เฌอมาลย์ และใน Season 2  นำโดย  ลูกเกด เมทินี, บี น้ำทิพย์ และ คริส หอวัง , ในฐานะ mentor เทรนผู้เข้าแข่งขันของโจทย์แต่ละแคมเปญอย่างเข้มข้นในแต่ละสัปดาห์ เพื่อค้นหาที่ 1 ของ TheFaceThailand ชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท และทำงานในเส้นทางนางแบบและนักแสดง พร้อมของรางวัลอีกมากมาย

คุณปิยะรัฐ กัลย์จาฤก หรือคุณเต้ กันตนา

คุณปิยะรัฐ กัลย์จาฤก หรือคุณเต้ กันตนา

M (message)

                รายการ TheFaceThailand เป็นรายการแข่งขันกึ่งเรียลลิตี้รูปแบบน่าสนใจที่ไม่มีรูปแบบรายการตายตัว และยังแปลกใหม่ของเมืองไทย เพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบและนักแสดงที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่คัดเลือกจากผู้สมัครมาแล้วทั้งหมด 15 คน ใน Season 1  นั้น ได้แบ่งเป็นลูกทีมของ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม, หญิง-รฐา โพธิ์งาม และ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ทีมละ 5 คน แข่งกันจนเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว และ Season 2 นั้น มีทีมของ ลูกเกด-เมทินี, บี น้ำทิพย์ และ คริส หอวัง

รายการแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่

ช่วงแรก Masters Class

ผู้เข้าแข่งขันร่วมทำกิจกรรมและเรียนรู้ในการเป็นนางแบบและนักแสดงเบื้องต้น จากผู้นำในแต่ละสาขาของวงการที่จะมาเป็นผู้รู้ที่คอยแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าแข่งขันในด้านต่าง ๆ

ช่วงสอง Campaign

ผู้เข้าแข่งขัน แข่งขันทำโจทย์ตามแคมเปญโดยตัดสินจากทีมที่ดีที่สุดจะเป็นผู้ชนะในแต่ละสัปดาห์

กติกา วิธีการตัดสิน

ผู้เข้าแข่งขันทำโจทย์ตามแคมเปญที่รายการกำหนด เพื่อหาทีมที่ชนะในแต่ละสัปดาห์ Mentor ทีมที่แพ้ทั้งสองทีมส่งลูกทีมที่ทำผิดพลาดมากที่สุด 1 คน เพื่อให้ Mentor ของทีมที่ชนะเป็นผู้ตัดสินว่าใครควรอยู่เพื่อพัฒนาและควรออกจากการแข่งขัน โดยโจทย์ที่ตัดสินในแต่ละสัปดาห์ที่มีความยาก ความถนัด และความหลากหลายของบททดสอบที่แตกต่างออกไป เป็นชี้วัดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาและตัดสิน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าแข่งขันได้มีความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อประกอบอาชีพและเสริมความสามารถของตนเองหลังจบการแข่งขัน ซึ่งรายการใช้เวลาการแข่งขันทั้งหมด 12 อาทิตย์กับ 10 แคมเปญ โดยจะค้นหา Star Model จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 15 คนของทั้งสามทีม คัดผู้เข้าแข่งขันออกอาทิตย์ละ 1 คน จนเหลือ 1 คนสุดท้ายที่จะเป็นผู้ชนะ สำหรับ TheFaceThailand

 p1a8l98d5j1aic9mm1a9rajn1ttg7

C (channel)

                ช่องทางในการนำเสนอของรายการ ผู้ชมสามารถติดตามความเคลื่อนไหวรายการ ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขัน แสดงความคิดเห็น ติชมรายการและร่วมสนุกตอบคำถามกับรายการ ได้ดังนี้

  ชมรายการสด สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ 17.30 น. เป็นต้นไป เริ่มออกอากาศวันที่ 4 ตุลาคม 2557

  ชมย้อนหลัง www.thefacethailand.com www.youtube.com  Channel TheFaceThailand

  ช่องทางการสื่อสารผ่านความเห็น www.thefacethailand.com แฟนเพจ TheFaceThailand

  ช่องทางการร่วมสนุก แฟนเพจ TheFaceThailand และผ่าน Instargram TheFaceThailand

R (receiver)

รายการต้องการนำเสนอให้ท่านผู้ชม ร่วมค้นหา ตัดสิน และให้กำลังใจในผู้เข้าแข่งขันทั้ง 15 คน

ในรายการ TheFaceThailand จนได้ผู้ชนะ ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ไม่ได้เน้นผู้เข้าแข่งขันที่จะต้องเป็นนางแบบโดยเฉพาะแต่จะผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกดี มีความสามารถโดดเด่นที่จะเป็นตั้งแต่นางแบบจนถึงดารานักแสดงได้ ร่วมดูความพัฒนาในแต่ละด้านของผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านโจทย์ของแคมเปญในแต่ละสัปดาห์ และให้กำลังใจการเป็น Mentor ครั้งแรกของ 3 สาว Idol ของวงการที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของคนไทยทั้งประเทศ ที่จะมาหัวหน้าทีมของผู้เข้าแข่งขัน เป็น Trainer ช่วยสอนการทำงานและประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ให้ผู้เข้าแข่งขัน โดยบางครั้ง Mentor ทั้ง 3 อาจจะมีการปะทะคารมกันในขั้นรุนแรงเพื่อสร้างสีสันและเรียก Ratting ให้รายการน่าสนใจขึ้นและผู้ชมติดตามมากขึ้น ให้เป็นกระแส Talk of the Town

ในงานเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะเน้นเอาทฤษฎีเชิงวิพากษ์ อันเป็นผลผลิตจากของ K.Marx มาไว้ เพื่อให้ผู้อ่านรับรู้ว่า จริงๆแล้ว ในมิติของภาพบันเทิง โลกแห่งมายานั้น เราสามารถคิด หรือผลิตซ้ำมายาคติเอาไว้ได้หลากหลายรูปแบบออกมา และเน้นย้ำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าจริงๆแล้ว ภาพมายา สามารถสร้างหรือเป็นอะไรหลากหลายมากกว่าที่เราคิด

ติช่า ผู้ชนะใน Season 2

ติช่า ผู้ชนะใน Season 2

อ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน. (2551). สายธารนักคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกับสื่อสารศึกษา. กรุงเทพฯ:ภาพพิมพ์.

นพพร ประชากุล. (2552). โรล็องด์ บาร์ตส์ กับสัญศาสตร์วรรณกรรม. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์อ่าน.

Comments

comments